วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลอนถวายอาลัย




กลอนถวายอาลัย



เราผองไทย ใจภักดิ์ รักในหลวง
พระองค์ห่วง ปวงราษฎร์ พระบาทท่าน
ทรงศึกษา หาแนว แล้วประทาน
ธ ทรงงาน นานช้า มาสู่ไทย
     
อุปถัมภ์ ค้ำชู ศาสนา
พระมหา กรุณา อันยิ่งใหญ่
เสมอภาค หลากชน สนพระทัย
หลอมหัวใจ ให้อยู่ รู้พึ่งพา
     
ทศพิธ ราชธรรม นำครองราชย์
ทรงเปรื่องปราชญ์ ฉลาดล้ำ ธรรมรักษา
ศูนย์รวมใจ ไทยถ้วน ล้วนศรัทธา
พระปรีชา มหาราช ของชาติไทย
    
 พระองค์ทำ ๓๔ โครงการหลวง
พระองค์ห่วง ปวงชน ค้นแก้ไข
ปรับเปลี่ยนแนว แล้วสร้าง อย่างเกรียงไกร
ชีวิตใหม่ ไร้ฝิ่น สิ้นเสพภัย
     
พืชเมืองหนาว เข้าแทน แดนปลูกฝิ่น
แปลงผืนดิน ถิ่นเดิม เสริมสดใส
ปศุสัตว์ จัดหนุน สมุนไพร
ชาหม่อนไหม ไม้ดอก ออกเรียงราย
     
ปลูกในดิน อินทรีย์ ที่ส่งเสริม
ทรงช่วยเติม เพิ่มค่า น่านำขาย
ผักปลอดสาร ทานดี ทวีกาย
ส่งจำหน่าย รายรับ นับหนุนมา
      
โครงการอื่น ยืนยง คงเป็นหลัก
ต้องพร้อมพรัก จักมั่น แก้ปัญหา
แดนดินใด ไม่ดี มีบัญชา
พัฒนา ฝ่าพ้น คนชื่นชม



ผู้ประพันธ์  

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วันบิดาแห่งฝนหลวง

ความเป็นมาโครงการฝนหลวง

โครงการฝนหลวง เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยาก ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภคและ บริโภค รวมไปถึงการใช้ในทางเกษตรกรรม เนื่องมาจากสภาวะแห้งแล้ง ซึ่งพบได้บ่อยในฤดูหนาวและ ฤดูร้อน ซึ่งความแห้งแล้งนี้เกิดจากการคลาดเคลือนของฤดูตามธรรมชาติ  เช่น ฤดูฝนล่าช้าหรือหมดไวกว่าปกติ
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงศึกษาสภาพอากาศ ลักษณะต่างๆ รวมไปถึงภูมิประเทศของไทย ที่อยู่ในภูมิภาคเขตร้อน ทำให้อยู่ในอิทธิพลของมรสุมทวีปเอเซีย โดยเฉพาะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝน  และเป็นฤดูเพราะปลูกประจำปีของประเทศไทย พระองค์จึงดำริคิดว่าจะสามารถดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อให้เกิดฝนตกได้ นั้นเอง
ดังนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า วิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ จนมั่นประทัย ก่อนที่จะพระราชทานแนวคิดนี้ให้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล หาลู่ทางทำให้เกิดการทดลองต่อไปบนท้องฟ้า
จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 พระทรวงเกษตรและสหกรณื ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว เพื่อสนับสนุนโครงการฝนหลวง อีกทั้งในปีเดียวกันนี้เอง ที่ได้มีการทดลองปฏิบัติจริงบนท้องฟ้าครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม พ.ศ. 1512 โดยเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรกในภารกิจโครงการฝนหลวง
โครงการฝนหลวง
โครงการฝนหลวง

วัตถุประโยชน์และประโยชน์ของโครงการฝนหลวง

โครงการฝนหลวง มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราษฏรที่ประสบปัญหากับภัยแล้ง ช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก  อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ทั้งด้านเศรษกิจและ สังคมของประเทศได้ เช่น
  • ด้านการเกษตร : เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการประกอบอาชีพเกษตรกร อันเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้ช พันธุ์ ต่างๆ ของประชาชนที่ทำอาชีพเพาะปลูก
  • ด้านแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ : เนื่องจากภาคอีสานมีแหล่งหินเกลือจำนวนมาก ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ เกิดอาการเป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มได้  ดังนั้น การทำฝนหลวงจึงมีความจำเป็นในการรักษาสมดุลของน้ำ และบรรเทาความทุกข์ยากของราษฏรในพื้นที่เหล่านั้นได้
  • ด้านการอุปโภค บริโภค : การทำโครงการฝนหลวงเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำไว้ใช้ดื่ม-กิน ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบถึงภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง
จะเห็นได้ว่าโครงการฝนหลวงนั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยเหลือในด้านการเกษตรกรรม สังคม เศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตของผู้ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะฉะนั้นในวัน 14 พฤศจิกายน เราจะมารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันพระบิดาแห่งฝนหลวง กันนะครับ


อ้างอิง


วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ไว้อาลัยแด่พ่อหลวง

กลอนไว้อาลัยแด่พ่อหลวง






กลอนไว้อาลัยพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

เจ็ดสิบปี  ที่พระองค์  ทรงครองราชย์
เสโทหยาด  วรกาย  ไปทุกหน
ทั้งกลางเหนือ  อีสานใต้  ทุกตำบล
เพื่อหาหน  ทางพลิกฟื้น  ผืนแผ่นดิน
ที่กันดาร  ให้ฉ่ำเย็น  เป็นชุ่มน้ำ
ทุกเขตคาม  สดสวย  รวยทรัพย์สิน
ทุกครอบครัว  มีพออยู่  มีพอกิน
ทุกท้องถิ่น  สดใส  ไทยร่มเย็น
มาบัดนี้  พ่อหลวง  ล่วงลับแล้ว
ไร้วี่แวว  หาไหน  ก็ไม่เห็น
เฝ้าติดตาม  ถามข่าว  ทุกเช้าเย็น
ต้องหลีกเร้น  กลืนน้ำตา  สุดจาบัลย์
จึงกราบก้ม  ประณมกร  วิงวอนฟ้า
เทพเทวา  ทั่วแคว้น  แดนสวรรค์
โปรดมารับ  พ่อหลวงกลับ  ไปด้วยกัน
อยู่เป็นสุข  บนสวรรค์  นิรันเทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า  พ่อครูดอทคอม  (ผู้แต่ง)    

อ้างอิง     http://www.porkru.com/2016/10/15/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88/





วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันฮาโลวีน

ประวัติวันฮาโลวีน
สาเหตุที่วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีนั้น เชื่อกันว่า เป็นวันที่ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอซ์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดปี โดยถือกันว่าเป็นวันที่มิติคนตายและ มนุษย์จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและ วิญญาณผู้เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จึงทำให้คนเป็นอย่างเรา ในวันฮาโลวีนจะต้องหหาทางแก้ไขด้วยการปิดไฟในบ้านทุกดวง ให้บ้านมืดมิด ร่วมกับอากาศที่หนาวซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของบรรดาผีร้าย อีกทั้งยังมีบางส่วนจะแต่งตัวเป็นผีต่างๆ เพื่อกลบเกลือนวิญญาณว่าไม่ใช่คนเป็นนั้นเอง
Trick or treater
Trick or Treater in Halloween Day
กิจกรรมในวันฮาโลวีน
ในวันฮาโลวีน ที่นิยมจัดกันในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กๆ ที่จะแต่งกายเป็นภูตผี ปีศาจ ในรูปแบบต่างๆ และพากันออกไปร่วมงานฉลองวันฮาโลวีน โดยจะเรียกการเล่นนี้ว่า Trick of Treat (หลอกหรือเลี้ยง) ซึ่งเด็กๆ ที่แต่งตัวเป็นภูติผีปีศาจนั้นๆ จะเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อขอขนมที่นิยมจะเป็นลูกกวาด นั้นเองและอีกหนึ่งกิจกรรมในวันฮาโลวีน นอกจากเคาะประตูขอขนมตามบ้านต่าง ๆ แล้ว ยังมีการนำ แอปเปิล กับเหรียญชนิดหกเพ็นซ์ใส่ลงในอ่างน้ำ หากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ ออกจากกันได้ด้วยการใช้ปากคาบเหรียญขึ้นมา และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิลให้ติดเพียงครั้งเดียวถือว่าผู้นั้นจะโชคดีตลอดปีใหม่ ที่กำลังมาถึง
ตะเกียงฟักทอง
ประวัติ แจ็ก-โอ’-แลนเทิร์น (Jack-o’-lantern)
ตะเกียงฟักทอง,  โคมไฟฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ’-แลนเทิร์น (Jack-o’-lantern) เป็นอุปกรณ์ประดับตกแต่งสถานที่ซึ่งนิยมใช้ใน เทศกาลฮาโลวีน มีลักษณะเป็นผลฟักทองสีส้ม แกะสลักเป็นรูปหน้าคนในกริยาต่างๆ โดยมากมักเป็นกริยาแสดงอาการข่มขวัญ หรือโอดครวญ ทั้งนี้ การใช้ตะเกียงฟักทอง เป็นการระลึกถึง แจ็ก (jack) ชายชาวนาในตำนานที่หาญกล้าต่อกรกับซาตาน


ตำนานของแจ็ก (jack)
เรื่องของแจ็กมีการเล่าในตำนานหลายรูปแบบ เป็นเรื่องเล่าโบราณเรื่องหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงที่มาของชายชาวนาจอมเจ้าเล่ห์ ชื่อว่า “แจ็ก” ผู้ที่ต่อสู้กับซาตาน อย่างไม่เกรงกลัว โดยใช้อุบายหลอกล่อ ซาตานติดกับดัก หนีไปไหนไม่ได้ ซึ่งแจ็กไม่ยอมปล่อยซาตานจนกว่ามันจะรับปากว่า เมื่อเขาตายแล้วจะไม่นำวิญญาณเขาลงนรกเด็ดขาด ซาตานไม่มีทางเลือกจึงต้องรับปาก เมื่อแจ็กเสียชีวิตลงด้วยความเป็นคนชั่วเขาจึงไม่ได้ไปสวรรค์ วิญญาณของเขาล่องลอยไปยังปากทางนรก และพบกับซาตานคู่อริเก่าอีกครั้ง ตามสัญญาที่ให้ไว้ ซาตานปล่อยวิญญาณของแจ็กไป พร้อมแสงไฟส่องนำทางให้กับวิญญาณแจ็กที่ต้องเร่ร่อน ไม่มีที่ไปอย่างนั้นตลอดกาล ทุกคืน ฮาโลวีน วิญญาณของแจ็กจะระหกระเหินไปในความมืด พร้อมแสงไฟส่องที่ครอบด้วยหัวผักกาด ต่อมาเมื่อตำนานนี้เข้ามาในอเมริกา ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ผลฟักทองแทนจนทุกวันนี้



อ้างอิง


วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันประชาธิปไตย

วันรำลึกประชาธิปไตย 14 ตุลาคม

เนื่องในวันที่ 14 ตุลาคมของทุกปี จัดว่าเป็นวันหนึ่งที่มีความสำคัญของคนไทย เพราะเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์การเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ซึ่งภายหลังเหตุการณ์นั้น รัฐบาลได้มีมติรับรองให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปี เป็น วันประชาธิปไตย เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรชนที่เสียสละในเหตุการณ์ครั้งนั้นซึ่งวันนี้เราจะมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นกัน
วันประชาธิปไตย
วันประชาธิปไตย
ประวัติวันประชาธิปไตย
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้รับขนานนามว่าเป็น “วันมหาวิปโยค” เพราะเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์โกลาหลเป็นอย่าง โดยการที่มีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนในทั้งกรุงเทพและ ต่างจังหวัดนับแสนคน เดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ต่อสู้เพื่อเรียงร้องประชาธิปไตยและ คัดค้านอำนาจเผด็จการของรัฐบาล คณาธิปไตย ถนอม ประภาส ณรงค์ ทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายในราชอาณาจักรและ กระทำเป็นคอมมิวนิสต์ โดยรัฐบาลได้ใช้กำลังทหาร ตำรวจ รถถัง และอาวุธทุกรูปแบบที่มี ปราบปรามผู้ชุมนุมใน วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทำให้มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย และหายสาบสูญเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดช ทรงแก้ปัญหา จึงทำให้เหตุการณ์สงบลง โดยจอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกไปนอกประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การปกครอง ประชาธิปไตย มาจนถึงทุกวันนี้
จอมพลถนอม กิตติขจรจอมพลประภาส จารุเสถียร
จอมพลถนอม กิตติขจร และ  จอมพลประภาส จารุเสถียร
อ่านเหตุการณ์วันประชาธิปไตย เพิ่มเติมได้ที่ วิกิพีเดีย

อ้างอิง



วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

ประวัติความเป็นมาของวันพิพิธภัณฑ์ไทย
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 17 ทางด้านซีกโลกตะวันตก ได้มีการตื่นตัวในด้านการเก็บรวบรวม และสะสมทรัพย์สมบัติ และมรดกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของมีค่า สิ่งเก่าแก่ หรือที่หายากและแปลกๆ เพื่อเป็นหลักฐานทางมรดกวัฒนธรรมของชาติอันเป็นการแสดงถึงความเป็นใหญ่และความมั่งคงของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัด ซึ่งเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมนั้น จะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาตินั้นๆ ได้มีการรวบรวมหลักฐานที่เป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ สิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้นหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติของชาติ มาประมวลเป็นหลักฐาน ให้ชีวิตของชนในชาตินั้นได้

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

และสำหรับในประเทศไทยนั้น ผู้ริเริ่มดำเนินการรวบรวมวัตถุสิ่งต่างๆ เป็นคนแรกได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการจัดพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ ที่พระที่นั่งราชฤดีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่จัดตั้งแสดงสิ่งสะสมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงรวบรวมไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ และต่อมาได้ย้ายมาจัดแสดงที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ อันเป็นที่มาของคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ในเวลาต่อมา เมื่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพราะจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดตั้ง “มิวเซียม” ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชนแห่งแรกขึ้น ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป์

ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหมู่พระที่นั่งทั้งหมด ในพระราชวังบวรสถานมงคล จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครดูแลด้านโบราณคดี วรรณคดี เป็นที่รวบรวมสงวนรักษาโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติพิพิธภัณฑสถานพระนคร ได้มีการเปลี่ยนชื่อและหน่วยงานที่สังกัด อีกหลายครั้ง จนกระทั่งได้มีพระรบกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาที่การพุทธศักราช 2518 จัดตั้งกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เหตุนี้รัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น วันพิพิธภัณฑ์ไทย นับตั้งแต่ พ.ศ 2538 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นวันที่คนไทยทั้งชาติ ได้รับพระราชทานพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนเป็นครั้งแรก จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ 2417 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่าน และเพื่อปลูกฝังให้คนไทยรัก และหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยในวันพิพิธภัณฑ์ไทย